สวัสดีครับ สําหรับบทความนี้ผมจะยกตัวอย่างการทํา Relative path ใน React ครับ เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ผมเจอเหตุการคือเว็บที่เราเขียนด้วย React ไม่ได้อยู่ใน Root path เช่น เว็บไซต์เราไปอยู่ใน path “/profile/” ไม่ได้อยู่ใน ”/”
ตัวอย่าง “https://www.mydomain.com/profile/” จะทําให้เกิดปัญหาการ import พวก image, css, ฯลฯ React จะอ้างไปที่ ”/” ซึ่งจริงๆแล้วมันควรจะเป็น “/profile/” วิธีการแก้ปัญหานี้คือ เราจะต้องแก้ไขไฟล์สองส่วนด้วยกันครับ
เป็นส่วนของไฟล์ Index ที่ import พวก javascript หรือ css ภายนอกที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ React วิธีการคือ เพิ่ม
แก้ your_root_path เป็น path ที่เราต้องการ เพื่อบอกว่า root path ที่เราจะใช้ใน html ไฟล์นี้คืออะไร ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใส่ Default จะเป็น ”/”
ตัวอย่าง
<html lang="en">
<head>
<base href="/your_root_path/">
<meta charset="utf-8">
<meta name="viewport" content="width=device-width, initial-scale=1, shrink-to-fit=no">
<meta name="theme-color" content="#000000">
...
ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ยุ่งเกี่ยวกับการทํางานของตัว React เอง วิธีการคือ แก้ไฟล์ package.json โดยเพิ่ม field “homepage” เข้าไปตามนี้
"homepage": "https://www.mydomain.com/some_path/"
เมื่อเราสั่ง build project ของเรา Script ของ Create react app จะอ่านค่านี้ไป แล้วไปเปลี่ยน root path ในทุกๆการ Import เป็นค่าที่ระบุให้เราเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผลกับการ Import image, css, ฯลฯ ใน component ต่างๆของเรา ตัวอย่างการแก้ไฟล์ package.json
{
"name": "myapp",
"version": "0.1.0",
"private": true,
"homepage": "https://www.mydomain.com/some_path/",
"dependencies": {
...
},
"scripts": {
...
}
}
สวัสดีครับ ตอนนี้เป็นตอนที่8 แล้วนะครับ จะเกี่ยวข้องกับ Conditional Rendering ซึ่งก็คือการใช้ if else นั่นเอง โดย Vue ก็ออกแบบมาให้เราใช้งานได้ง่ายครับ โดยเราสามารถใส่ if else ใน Attribute ได้เลย มาดูกันครับว่า Vue ทําอะไรได้บ้าง
สวัสดีครับ โดยปกติเราก็ใช้งาน google ในการค้นหาข้อมูลที่เราอยากจะรู้ แต่จะดีกว่ามั้ยในการ Search ของเราแต่ละครั้งสามารถสร้างรายได้ให้เราได้ด้วย ในบทความนี้เรามีคําตอบครับว่าทําอย่างไรอันดับแรกเราไปเรียนรู้เกี่ยวกับ Presearch กันก่อนครับ
ความเป็นมาของ LEDLED ได้ถูกนํามาใช้ในแผงวงจรครั้งแรกเมื่อปี 1962 ซึ่งในตอนนั้น LED จะให้ความเข้มของแสงไม่มากนัก และมีเฉพาะ ความถี่ในช่วงแสง infrared ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มักจะใช้กับอุปกรณ์ประเภทรีโมทคอนโทรลต่างๆ ต่อมา LED ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆจนสามารถเปล่งแสงได้ครอบคุมตั้งแต่ย่าน infrared แสงที่มองห็นไปจนถึงย่าน ultra violet หรือ UV ในปัจจุบัน LED ถูกพัฒนาจนมีความเข้มของแสงสูงมาก และสามารถให้แสงสีขาวได้ จนสามารถนํามาใช้แทนหลอดไฟส่องสว่างที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน